ปูทาราบะ

4 เรื่องที่ควรระวัง ก่อนคิดจะซื้อปูทาราบะออนไลน์

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

สายซีฟู้ดทั้งหลายคงไม่มีใครไม่รู้จัก “ปูทาราบะ” ราชาปูยักษ์แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยที่ได้รับการขนานนามว่า The Red King Crab ซึ่งเป็นปูที่ขึ้นชื่อว่ามีรสชาติอร่อยที่สุดชนิดหนึ่งในโลก โดยด้วยความอร่อยของเนื้อปูทาราบะ ที่หวาน ฉ่ำ แน่น จนหาตัวจับยากนี้เอง จึงทำให้มีราคาค่อนข้างสูง

ดังนั้น ในการสั่งซื้อ ปูทาราบะ ออนไลน์ จึงมีหลายสิ่งให้ต้องระมัดระวัง เพื่อการันตีให้ได้ว่า เราจะได้กิน ปูทาราบะ ที่อร่อย และสดใหม่จริงๆ โดยก่อนซื้อ ปูทาราบะ ออนไลน์ มีสิ่งที่ต้องใส่ใจ ดังต่อไปนี้

ปูทาราบะ

1.ร้านค้าออนไลน์นั้น ขายปูทาราบะแท้หรือไม่

นอกจากปูทาราบะแล้ว ก็ยังมีปูอีกหลายชนิดที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ และลักษณะคล้ายกับปูทาราบะ หรือปูอลาสก้า ทำให้บางทีก็มีร้านอาหารทะเลออนไลน์บางร้านที่หัวหมอ แอบเอาปูยักษ์ชนิดอื่นมาย้อมแมวขาย ซึ่งอาจตั้งราคาถูกกว่าตลาดทั่วไป แต่ทว่ารสชาติที่ได้นั้น จะไม่อร่อยเท่ากับปูทาราบะแน่ๆ

โดยปูที่มีลักษณะคล้ายกับปูทาราบะ แต่ไม่ใช่ ก็เช่น ปูอาบูระกานิ หรือ Blue King Crab ซึ่งจะแตกต่างจากปูทาราบะตรง
บริเวณกระดองกลางหลัง จะมีปุ่มหนามอยู่สีปุ่ม ส่วนปูทาราบะจะมี 6 ปุ่ม และปูอีกชนิดหนึ่งก็คือ ปูยักษ์ชิลี โดยจะแตกต่างจากปูทาราบะตรงนี้มีหนามแหลมกว่า ยาวกว่า และเยอะกว่านั่นเอง โดยก่อนจะซื้อปูทาราบะออนไลน์ แนะนำว่าให้ทางร้านถ่ายรูปปูให้ดูก่อน แล้วก็ตรวจสอบข้อมูลเว็บไซต์ หรือในเฟสบุคดูพอประมาณ อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินใจ มิเช่นนั้นแล้วอาจพลาดจ่ายเงินก้อนใหญ่ไป แต่ได้ปูทาราบะเก๊มากินแทนก็เป็นได้

2.ปูทาราบะที่ซื้อนั้น สดจริงหรือเปล่า?

ความสดของปูทาราบะนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าไม่สดจริงล่ะก็ เนื้อจะร่วน ซุย ไม่แน่น พร่องหาย ไม่เต็มกระดอง ไม่เต็มก้าม ไม่เต็มปากเต็มคำ และที่สำคัญคือ รสชาติก็จะไม่อร่อยอย่างที่ควรจะเป็นด้วย ซึ่งถามว่าแบบไหนคือสดที่สุด คำตอบคือ “ตัวเป็น” เท่านั้นครับ คือ ถ้าอยากได้ปูทาราบะที่สดจริง ต้องสั่งแบบตัวเป็นมาเท่านั้น แล้วเรานำมานึ่งสุกเอง

ซึ่งก็ไม่ได้ยากเลย แค่มีซึ้งแบบปกติ ที่ขนาดใหญ่พอใส่ปูได้ ตั้งไฟนึ่งตามปกติไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อยแล้ว ส่วนคำถามว่าแล้วปูฟรีซล่ะ ได้หรือเปล่า คำตอบก็คือได้เหมือนกันครับ แต่ก็จะเสี่ยงหน่อยเพราะปูทาราบะฟรีซนั้น เราไม่อาจทราบได้ว่าก่อนจะนำมาแช่แข็ง ปูทาราบะนั้นตายมานานแค่ไหนแล้ว ถ้าตายมานานสภาพความสดของเนื้อ คุณภาพของเนื้อก็จะลดน้อยลง ดังนั้น หากให้เทียบกันระหว่างปูทาราบะสดตัวเป็น กับปูทาราบะฟรีซแล้ว แบบสดๆ ตัวเป็นๆ อร่อยกว่า คุณภาพดีกว่าแน่นอน แต่ก็ราคาสูงกว่าเป็นธรรมดา

READ  ทำไม ‘ปูทาราบะ’ ตัวเป็นๆ ถึงอร่อยกว่าปูฟรีซแช่แข็ง

3.ปูทาราบะที่ซื้อนั้น น้ำหนักตัวจริงๆ เท่าไร?

ด้วยเพราะปูทาราบะนั้นขายกันเป็นกิโลกรัม เช่น กิโลกรัมละ 3,000 บาท ก็หมายความว่า ถ้าปูทาราบะ 1 ตัวหนัก 5 กิโลกรัม ปูทาราบะตัวนั้นจะมีราคา 15,000 บาท ไม่รวมค่าส่ง ดังนั้น เวลาที่จะซื้อปูทาราบะออนไลน์ เมื่อเราเลือกแล้วว่าอยากได้ขนาดเท่าไร ก็ต้องให้ทางร้าน ชั่งน้ำหนักก่อนส่ง ก่อนแพ็คมาให้เราตรวจสอบด้วย ไม่งั้นอาจเกิดกรณี จ่ายเงินไปสำหรับปูทาราบะ 5 กิโล แต่กลับได้ปูทาราบะ 3 กิโลมาแทนก็เป็นได้

นอกจากนั้นแล้ว วิธีการตรวจสอบอีกทางหนึ่งก็คือ ดูใบจัดส่งสินค้า ว่าน้ำหนักปริมาณของพัสดุที่ส่งนั้นเท่าไร ตรงนี้จะหลอกไม่ได้เลย เพราะจะต้องมีน้ำหนักมากกว่าน้ำหนักตัวของปูแน่นอน ซึ่งหลายคนอาจไม่ได้ขอตัวใบจัดส่งดู ก็เลยทำให้อาจพลาดถูกหลอกได้

4.ร้านออนไลน์ จัดส่งปูทาราบะอย่างไร?

เรื่องการจัดส่งถือเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ เพราะปูทาราบะ ไม่ว่าจะส่งมาแบบตัวเป็น นึ่งสุก หรือว่าเป็นแบบฟรีซแช่แข็ง การจัดส่งจะมีผลต่อคุณภาพของตัวปูทาราบะโดยตรง กล่าวคือ ถ้าไม่ได้จัดส่งโดยใช้รถเย็น คุณภาพของปูทาราบะแช่แข็ง และปูทาราบะตัวเป็นสดๆ จะเสี่ยงถูกลดทอนลงทันที คือยิ่งถ้าระยะเวลาในการจัดส่งช้า ก็อาจจะทำให้ปูตาย หรือน้ำแข็งละลายจนเกิดความเสียหายได้

โดยเฉพาะการสั่งจากต่างจังหวัด จุดนี้ต้องสอบถามจากร้านค้าออนไลน์ให้ดีว่า มีการจัดส่งอย่างไร ใช้ระยะเวลาในการจัดส่งกี่วัน และในกรณีของการส่งในพื้นที่ใกล้ๆ โดยเป็นการขอให้นึ่งสุกแล้ว ก็ต้องดูว่ามีการแพ็คจัดส่งอย่างไร มีห่อฟอล์ยเก็บความร้อนไหม ใช้ระยะเวลาในการจัดส่งนานแค่ไหน เพราะหากนึ่งสุกนานๆ แล้ว จัดส่งช้า ปูจะไม่ร้อน ทำให้รสชาติของปูทาราบะนั้นลดลงได้

บทความที่เกี่ยวข้อง

cooking.in.th ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น
อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และนโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)