แครอท

แครอท ผักสวนครัวที่ไม่ธรรมดา!

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

‘แครอท’ ผักสีส้ม ที่มีสีสันน่าทาน เป็นผักที่ทานง่าย หาซื้อง่าย แถมราคายังไม่แพงอีกด้วย เชื่อได้เลยว่า คุณต้องเคยทานผักชนิดนี้อย่างแน่นอน ซึ่งไม่ว่า แครอท จะอยู่ในเมนูไหน ไม่ว่าจะเป็นข้าวผัด ซุปน่องไก่ ยำ แครอท หรือนำไปทำเป็นเมนู แครอท บด

สำหรับเด็กก็แสนจะเข้ากันอย่างลงตัว อีกทั้ง แครอท ยังสามารถนำไปทำเป็นเครื่องดื่ม สำหรับผู้ที่รักสุขภาพได้อีกเช่นกัน เรียกได้ว่า แครอท ให้ประโยชน์ที่หลากหลายเลยทีเดียว เพื่อให้ข้อมูลเรื่องแครอท ที่เจาะลึกมากยิ่งขึ้น เราจึงได้รวบรวมเนื้อหาไว้ในบทความนี้เรียบร้อยแล้ว ..

แครอท ผักสวนครัว

ชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์

  • Daucus carota L.

ชื่อเรียกท้องถิ่น

  • Carrot

ต้นกำเนิดแครอท

แครอท เป็นผักตระกูลเดียวกับผักชี พาสเล่ย์ มีการปลูกแครอทครั้งแรกที่อัฟกานิสถาน ต่อมามีการนำเข้ามาปลูกในแถบยุโรป และประเทศจีน ซึ่งแครอทไม่ได้มีเพียงแค่สีส้มอย่างที่ใครหลายคนทราบ แต่มีทั้งสีแดง สีเหลือง สีม่วง สีขาว อีกด้วย

สายพันธุ์แครอท

สำหรับสายพันธุ์แครอทนั้น มีด้วยกัน 5 สายพันธุ์ ได้แก่..

1.) สายพันธุ์เบบี้แครอท (Baby Carrot)

เบบี้แครอท หัวจะมีขนาดเล็ก เนื้อมีสีส้ม สามารถบริโภคได้ทั้งแบบสด และแปรรูป

2.) สายพันธุ์แนนเทส ( Nantes )

สายพันธุ์แนนเทส หัวจะมีขนาดปานกลาง เนื้อมีสีส้ม รสชาตินุ่ม และกรอบ สามารถทานสดได้

3.) สายพันธุ์แชนทีเน่ ( Chantenay )

สายพันธุ์แชนทีเน่ หัวขนาดปานกลาง รูปทรงกรวย จะยาวกว่าสายพันธุ์แนนเทส เนื้อมีสีส้ม สายพันธุ์นี้ นิยมปลูกในประเทศสหรัฐอเมริกา เหมาะสำหรับทำเป็นแครอทกระป๋อง อบแห้ง หรือทานสด

4.) สายพันธุ์แดนเวอร์ ( Danvers )

สายพันธุ์แดนเวอร์ จะมีหัวค่อนข้างเล็ก ปลายเรียวเล็กและทู่ เนื้อมีสีส้มเข้ม ถ้าตอนต้นอ่อนๆจะมีคุณภาพดีมาก แต่ถ้าต้นเริ่มแก่จะมีเส้นใยมาก นิยมนำไปทำเป็นอาหารกระป๋อง อบแห้ง และอาหารเหลว

5.) สายพันธุ์อิมเพอเรเตอร์ ( Imperater )

สายพันธุ์อิมเพอเรเตอร์ แค่ชื่อก็ดูแข็งแรงแล้ว แน่นอนว่า ลักษณะของสายพันธุ์นี้ คือ มีหัวขนาดใหญ่ เนื้อสีส้ม ผิวเปลือกเรียบ แต่จุดเด่นของสายพันธุ์นี้ คือ มีความคงทนต่อการขนส่ง

สายพันธุ์ แครอท

สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย

1.) สายพันธุ์หงส์แดง ( New Kuruda )

สายพันธุ์หงส์แดง สายพันธุ์เดียวกับแชนทาเน่ เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมาก โดยสายพันธุ์นี้หัวจะมีลักษณะอ้วน เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนปนทราย สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

2.) สายพันธ์มินิเอ็กซ์เพรส ( Mini Express )

สายพันธุ์มินิเอ็กซ์เพรส อยู่ในสายพันธุ์เบบี้แครอท หัวขนาดเล็ก เรียวยาว สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนปนทราย

3.) สายพันธุ์ทัมบีลีนา ( Thumbelina )

สายพันธุ์ทัมบีลีนา มีลักษณะหัวกลม ป้อมสั้น เนื้อสีส้ม นิยมนำมาแปรรูป และทานสด

4.) สายพันธุ์ทัวริโนเอฟวัน ( Tourino F1 )

สายพันธุ์ทัวริโนเอฟวัน มีลักษณะหัวอ้วนและเตี้ย เนื้อเป็นสีส้ม มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น เป็นสายพันธุ์ให้ผลผลิตสูงมาก

*สำหรับแครอทสีอื่น จะเป็นแครอทป่า

เรื่องเหลือเชื่อเกี่ยวกับแครอท..ที่คุณไม่ทราบมาก่อน

สำหรับแครอท ที่คุณเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะตามท้องตลาด ห้างซุปเปอร์มาร์เกต เชื่อไหมว่า มีหลายเรื่องที่คุณไม่เคยทราบเลยเกี่ยวกับแครอท รับรองได้เลยว่า คุณอาจจะตกใจ และหลงใหลกับความพิเศษของน้องแครอทอย่างแน่นอน

เรื่องเหลือเชื่อเกี่ยวกับ แครอท

1.) แครอท มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 88 เปอร์เซ็นต์

2.) การทานแครอทสุกๆ ดีกว่าการทานแครอทดิบ

เพราะการทานแครอทสุกจะได้เบต้าแคโรทีนที่มากกว่า (เบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงดวงตา, ชะลอความแก่) แต่ถ้าถามว่าแล้วแบบนี้ ถ้าแครอทถูกนำไปต้ม สารอาหารจะไม่สลายไปเหรอ? แครอทเป็นผักที่ถูกยกเว้น

เนื่องจากมีผนังเซลล์ที่แข็ง เวลาทานดิบเลยดูดซึมได้น้อยกว่า แต่ข้อเสียสำหรับการนำแครอทไปต้มคือ คุณจะไม่ได้วิตามินซี เพราะวิตามินซีไม่ทนต่อความร้อน และถ้าคุณอยากทานแครอทดิบก็ถือว่าไม่ผิด แต่ดูดซึมได้เพียง 25 % เท่านั้น

*สำหรับเบต้าแคโรทีน ถ้าได้เยอะจนเกินไป มันจะไปสะสมที่ตับ ทำให้คุณตัวเหลือง

3.) แครอทมีเมล็ด สามารถเพาะพันธุ์จากเมล็ดได้เลย

4.) แครอทมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ซูโครส กลูโคส ฟรุ๊คโตส เห็นแบบนี้ เป็นผักที่มีน้ำตาลเยอะเลยนะเนี้ย

5.) แม้แครอทจะมีสีส้มเหมือนผลไม้ แต่ในความเป็นจริง แครอทเป็นผักรากแก้ว ที่ให้สารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต

6.) เบบี้แครอท ไม่ใช่ชื่อของแครอท แต่ที่เรียกว่า เบบี้แครอท เพราะแครอทยังเป็นต้นอ่อนอยู่

7.) แครอทไม่ได้มีแค่สีส้มเท่านั้น แต่ยังมีอื่นๆ ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีม่วง สีขาว เป็นต้น

ปลูกแครอทช่วงไหน ถึงจะเหมาะสม

แครอท สามารถปลูกในไทยได้ และปลูกได้ในทุกๆฤดู แต่ฤดูที่เหมาะสมที่สุด คือ ฤดูหนาว แครอทชอบอยู่ในดินร่วนปนทราย ชอบแดด ไม่ชอบน้ำเยอะ ส่วนการจะปลูกแครอทให้เติบโตได้นั้น ขึ้นอยู่กับการดูแล และการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี นั่นเอง

วิธีปลูก แครอท

ขั้นตอนการเพาะปลูก สำหรับปลูกบนแปลง

1.) เตรียมเมล็ดพันธุ์ที่ดี

ขั้นตอนนี้ ถือว่าสำคัญอย่างมาก เลือกเมล็ดพันธุ์ดี เวลาปลูกแครอทจะได้โตง่าย ไม่ตายไปเสียก่อน แต่ถ้าอยากเพิ่มอัตราแครอท เราจะใช้วิธีที่เรียกว่า ‘การบ่มเมล็ด’

ซึ่งการบ่มเมล็ดนั้น เราจะนำเมล็ดแครอท ไปแช่ในน้ำอุ่น แช่ไว้ 1 ชั่วโมง เมื่อครบ 1 ชั่วโมง นำเมล็ดพันธุ์มาวางไว้บนกระดาษทิชชู จากนั้นใส่ไว้ในกล่อง ทิ้งไว้ 1- 2 คืน เมื่อมีรากอ่อนๆเกิดขึ้น คุณก็ค่อยนำไปปลูก อัตราการงอกก็จะดีขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าคุณมีเมล็ดที่ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องบ่มเมล็ดค่ะ

2.) เตรียมแปลง

การเตรียมแปลงจะโรยด้วยปูนขาว ใส่ปุ๋ย และตากแดดทิ้งไว้ 14 วัน

3.) เตรียมไม้หรือไม้ไผ่

เมื่อครบ 14 วัน ให้นำไม้ไผ่หรือไม้ยาวๆวางตรงดิน และกดให้เป็นร่องๆ วางตามตำแหน่งที่คุณจะโรยเมล็ด แนะนำให้วางห่างกัน 10-20 เซนติเมตร ซึ่งขั้นตอนนี้ ที่ใช้ไม้เพราะจะนำมาดามต้นไม้ อีกทั้ง เวลาน้องแครอทเติบโต จะได้เรียงกันสวย

4.) โรยเมล็ดพันธุ์

โรยเมล็ดพันธุ์บางๆ ตามที่คุณได้วางตำแหน่งไว้ จากนั้น ใช้ดิน 2 ข้างกลบเมล็ดพันธุ์

5.) การดูแลรดน้ำแครอท

ควรหมั่นรดน้ำแครอท วันละ 1 ครั้ง เช้าหรือเย็นก็ได้ แต่ถ้าแล้งมากๆ ให้รดน้ำวันละ 2 ครั้ง ประมาณ 1-2 อาทิตย์ แครอทก็จะเริ่มงอก แต่ถ้าเกินจาก 2 อาทิตย์ แล้วไม่งอก แสดงว่า..เมล็ดเน่า เตรียมปลูกใหม่เลยค่ะ

6.) ช่วงไหนถึงจะเริ่มให้ปุ๋ยแครอท

การจะเริ่มให้ปุ๋ยกับแครอทได้นั้น ต้องให้แครอทโต 1 คืบ แล้วค่อยทำการใส่ปุ๋ยค่ะ

หากคุณมีพื้นที่ปลูกผักเยอะ สามารถปลูกแครอทในแปลงได้เลย แต่สำหรับใครที่มีพื้นที่ใช้สอยน้อย สามารถปลูกแครอทในกระถางได้ค่ะ

ประโยชน์ของแครอทที่ไม่ธรรมดา

บำรุงสุขภาพผิวให้สดใส, บำรุงสายตา, บำรุงเส้นผม, บำรุงกระดูก, ฟัน เหงือก, เล็บ, ป้องกันเซลล์ผิว, เสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย, ต่อต้านอนุมูลอิสระ,  ยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง, ลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย, รักษาโรคความดันโลหิตสูง, รักษาระดับน้ำตาลในเลือด, บรรเทาอาการท้องผูก, รักษาฝี แผลเน่าต่าง ๆ เป็นต้น

หลักการเลือกแครอท

วิธีการเลือกแครอท ควรเลือกแครอทที่มีสีส้มสดสม่ำเสมอ มีน้ำหนัก เป็นแท่งตรง หัวยาวเรียว ผิวเรียบ สังเกตดูตรงขั้วจะเห็นแกนกลาง

ถ้าแกนกลางยิ่งเล็ก แครอทก็จะยิ่งมีรสชาติหวาน หากแครอทมีจุกสีเขียวติดมาให้ตัดทิ้งทันที เพื่อป้องกันการคายน้ำจนเนื้อข้างในแห้งเหี่ยวเร็ว

เก็บรักษาแครอท

เก็บรักษาแครอทอย่างไร ให้อยู่ได้นานเป็นเดือนๆ

วิธีเก็บรักษาแครอทให้อยู่ได้นานเป็นเดือนๆ สิ่งที่ต้องเตรียมคือ พลาสติกแรป โดยการนำพลาสติกแรป พันแครอทไว้ 3-5 รอบ พันไม่ให้มีอากาศเข้าไป ห้ามนำแครอทไปล้างน้ำเด็ดขาด เพราะแครอทมีน้ำในตัวอยู่แล้ว ถ้าล้างน้ำจะเน่า เหมาะสำหรับแครอทสด ยังไม่ผ่านการต้มใดๆ

วิธีนี้ แครอทของคุณจะอยู่ได้เป็นเดือนๆ ไม่เน่า ไม่ดำเลยค่ะ แต่ถ้าใครไม่มีพลาสติกแรป สามารถใช้กล่องใส่อาหารที่มีฝาปิดสนิท หรือถุงซิปได้ หรือนำผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้หมาดๆ ห่อแล้วใส่ถุงมัดปากให้สนิท

* เวลาจะทานแครอท ค่อยนำออกมาล้างให้สะอาด วิธีนี้ สามารถทำได้ทั้งผักและผลไม้ทุกชนิด

READ  ผักสลัด 5 ชนิด กับความลับของสาวเฮลท์ตี้

แครอท ราคาเท่าไหร่?

แครอท ผักสีส้มที่หาซื้อง่ายมาก มีหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ แครอทนอก เบบี้แครอท แครอทไทย ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันออกไป อย่างเบบี้แครอท เห็นขนาดเล็กแบบนี้ ราคาเอาเรื่องเลยนะคะ

แต่ถ้าชอบทานก็ซื้อเลยค่ะ ความสุขของเราไม่ต้องไปเสียดาย เพราะประโยชน์ที่ได้คุ้มค่ามากเลยทีเดียว คุณสามารถเช็คราคาผักได้จากที่นี่เลย ซึ่งจะอัปเดตราคาทุกวัน..

ราคา แครอท ในตลาด

ตลาดนัดเกษตรไพรซ์

แครอทไทย 35 บาทต่อกิโลกรัม (ข้อมูลประจำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564)

เบบี้แครอท 80 บาทต่อกิโลกรัม (ข้อมูลประจำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564)

เช็คราคาได้ที่นี่..

ตลาดศรีเมือง

แครอท 30 บาทต่อกิโลกรัม (ข้อมูลประจำวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564)

เบบี้แครอท 80 บาทต่อกิโลกรัม (ข้อมูลประจำวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564)

เช็คราคาได้ที่นี่..

ตลาดสี่มุมเมือง

แครอท 28 บาทต่อกิโลกรัม (ข้อมูลประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564)

เช็คราคาได้ที่นี่..

ตลาดไท

แครอท 35 บาทต่อกิโลกรัม (ข้อมูลประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564)

เช็คราคาได้ที่นี่..

ซุปน่องไก่ใส่ แครอท

เมนูง่ายๆแสนอร่อย กับซุปน่องไก่ยั่วๆ

ส่วนผสม

  • น่องไก่ 4 น่อง
  • แครอท 400 กรัม (หั่นเตรียมไว้เลย)
  • หอมหัวใหญ่ 400 กรัม (หั่นเตรียมไว้เลย)
  • รากผักชีบุบ 4 ราก
  • มันฝรั่ง 1 500 กรัม (หั่นเตรียมไว้เลย)
  • มะเขือเทศ 150 กรัม (หั่นเตรียมไว้เลย)
  • ข้าวโพด (หั่นเตรียมไว้เลย)
  • ขึ้นฉ่าย 15 กรัม (หั่นเตรียมไว้เลย)
  • เกลือ 1/4 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยเม็ดขาว 1/4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำดื่ม 500 ml
  • ผงปรุงรส รสดี 1.5 ช้อนชา สามารถใส่คนอร์ก้อนแทนได้ค่ะ

วิธีทำซุปน่องไก่ยั่วๆ

1.) ต้มน้ำในหม้อ ไฟกลาง

2.) นำน่องไก่ที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปในหม้อได้เลย ไม่ต้องรอให้น้ำเดือด

*ที่ไม่ต้องรอให้น้ำเดือด เพราะน้ำซุปจะได้ใสค่ะ และขณะที่ต้มน่องไก่ ต้องหมั่นดูไข ฟอง ที่ลอยอยู่เหนือน้ำ ถ้ามีให้ทำการตักออก และยิ่งความมันน้อยลง รสชาติก็จะยิ่งอร่อย

3.) จากนั้น ใส่พริกไทย, เกลือ, รากผักชี, ข้าวโพด, และคนให้เข้ากัน

4.) หลังจากคนให้เข้ากัน ใส่แครอท มันฝรั่งลงไปในหม้อ ปิดฝาต้มต่ออีก 5 นาที

5.) เมื่อครบ 5 นาที ใส่ผงปรุงรส, หอมใหญ่, มะเขือเทศ จากนั้น ปิดฝา ต้มอีก 20 นาที

6.) เมื่อครบ 20 นาที ใส่ขึ้นฉ่ายลงไป จากนั้น ตักใส่ชาม พร้อมเสริฟ์

น้ำ แครอท

น้ำแครอทปั่น..เครื่องดื่ม เพื่อคนรักสุขภาพ

ส่วนผสม

  • แครอท 3 หัว รวม 600 กรัม
  • ใบเตยหอม 3 ใบ
  • น้ำเปล่า 2 ลิตร
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
  • หญ้าหวาน 2 ซอง รวม 3 กรัม

วิธีทำน้ำแครอทปั่น

1.) ตั้งหม้อต้มน้ำ 2 ลิตร

2.) เมื่อน้ำเดือด นำแครอทลงไปต้มทันที

3.) จากนั้น ใส่ใบเตย, เกลือ, และต้มต่อไปอีก 10 นาที

4.) เมื่อครบ 10 นาที ให้ทำการปิดเตา จากนั้น นำแครอทที่ต้มสุกแล้ว หั่นให้เรียบร้อย (น้ำต้มอย่าทิ้งนะคะ จะใช้ในขั้นตอนที่ 5 ด้วย)

5.) ถึงเวลาปั่นน้ำแครอทกันแล้วค่ะ นำแครอทที่หั่นเตรียมไว้ใส่ลงในเครื่องปั่น และตามด้วยน้ำที่ได้จากการต้มแครอทในขั้นตอนที่ 2 แครอทอาจมีจำนวนเยอะ

ถ้าใส่แครอทลงในเครื่องปั่นทั้งหมด อาจจะปั่นไม่ละเอียด ดังนั้น คุณสามารถแบ่งปั่นได้ คุณสามารถกะปริมาณน้ำเองได้เลย จากนั้น ปั่นจนแครอทละเอียดเลยค่ะ

6.) เมื่อปั่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือ การกรองน้ำแครอทค่ะ สามารถใช้ช้อนช่วยคน เพื่อกรองน้ำแครอทได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าหากรู้สึกว่า แครอทที่ปั่นมีความข้น คัดกรองยาก ให้เติมน้ำต้มแครอทลงไป

7.) เมื่อกรองเสร็จแล้ว จะได้น้ำแครอทสีส้ม ใส น่าทาน ให้คุณนำหญ้าหวาน 2 ซองที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปเลย ซึ่งหญ้าหวานจะทดแทนน้ำตาล ทำให้ไม่อ้วนค่ะ จากนั้น คนให้เข้ากัน พร้อมเสริฟ์

*รับประทานน้ำแครอทแบบอุ่นๆ หรือเย็นก็อร่อยค่ะ สามารถเก็บในตู้เย็นได้ 1 – 3 วัน

 

Resoure :

https://sites.google.com/site/carrotfarm11/say-phanthu-1

http://www.seedsuccess.net/article/7/%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%97

http://www.meepanda.com/top10-secret-of-carrot/

https://cooking.kapook.com/view82954.html

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง